Philosophy & cosmology: form before ornament, chom hae curve, Traiphum, rank
00 ปรัชญาและคติเบื้องหลังรูปทรงไทย — อ่านก่อนออกแบบทุกครั้ง
"หากทรงไม่ดีแล้ว จะแต่งตัวอย่างไรก็ยากที่จะให้ดีได้" — คติช่างไทย [S18]
1. ทรงมาก่อนเครื่องประดับ
สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงอธิบายไว้ว่า:
"ที่พอใจนั้นไม่ใช่เพราะมีเครื่องลำยองประดับมาก พอใจในรูปทรงซึ่งเห็นว่าเขาทำงามอย่างยิ่ง เครื่องลำยองนั้นมีแรงทำประกอบเข้าไปเถิดไม่ว่าไร ขอแต่อย่าประกอบให้เสียทรงก็แล้วกัน แม้ว่าเครื่องลำยองนั้นจะผุตกลงมาหมด ก็จะยังดูงามอยู่นั่นเองเพราะทรงงาม" (อ้างใน [S18])
สิ่งที่ต้องทำในงานออกแบบ:
- กำหนด ทรง ก่อน ได้แก่ เส้นรอบนอก ผัง สัดส่วนมวล และการซ้อนชั้นของหลังคา
- จากนั้นจึงใส่ องค์ประกอบ เช่น ซุ้ม บันแถลง และชั้นบัว
- แล้วจึงใส่ ลาย (ปากกา ฉลุ หรือปูนปั้น)
งานมณฑปวัดอรุณผิดซ้ำหลายรอบเพราะใส่รายละเอียดก่อนที่ทรงจะถูก เช่น ผังยังเป็นจัตุรัส การซ้อนจั่วกลับด้าน และยอดลอยอยู่บนสัน (ดู 15)
ในการออกแบบไทย ทรงถูกสร้างจากเส้น 2 แบบ:
- เส้นทรงตั้งต้น: เส้นจอมแหที่ช่างกำหนดเอง
- เส้นทรงที่อิงหลักทรงเดิม: เส้นที่ "คู่ขนาน" หรือ "ล้อกัน" กับเส้นตั้งต้น และรวบไปที่ปลายยอดจุดเดียวกัน ใช้หาจังหวะย่อมุม ตำแหน่งซุ้ม บราลี และนาคปัก
กฎของเส้นที่สองคือ "ต้องไม่ไปทำลายความเป็นรูปทรงตั้งต้น" [S18] ความ "ขนาน" ของเส้นจึงเป็นหลักใหญ่ของงานไทย และเป็นที่มาของกฎที่ว่าป้านลมของจั่วที่ซ้อนกันต้องขนานกัน (ดู 05)
2. ทรงจอมแห — เส้นรอบนอกของสถาปัตยกรรมไทย
- ที่มาของชื่อ: เอาแหขึ้นตาก ผูกเชือกที่จอมแหแขวนกับคาน แล้วถ่างปากแหออก จะเห็นเส้นสองข้าง แอ่นเว้าเข้าด้านใน แล้วรวบขึ้นสู่จอม [S17, S18]
- ใช้กับ: ปั้นลมของเรือนเครื่องสับและเรือนชั้นสูง หน้าจั่ว เส้นรอบนอกของเจดีย์ บุษบก และมณฑป [S17]
- ยอดอาคารไทยมีทรงหลัก 2 แบบ [S18]
- ทรงจอมแห (งานเครื่องไม้): สามเหลี่ยมที่ "โค้งแอ่น" แล้ว "รวบขึ้น" สู่ปลายยอด
- ทรงปรางค์ (งานเครื่องก่อ): ด้าน "ก่ง (โก่ง) ออก" แล้ว "รวบเข้า" ก่อนถึงปลาย ดึงเป็น "จอม" ขึ้นเล็กน้อย
- เผื่ออากาศกิน: เมื่อแปลงแบบ 2 มิติเป็นของจริงขนาดใหญ่ ระนาบที่เอียงรวบเข้าหาศูนย์กลางทั้ง 4 ทิศ ประกอบกับการมองจากพื้น ทำให้ยอดดูเตี้ยลง ช่างจึงยืดสัดส่วนให้สูงขึ้น เช่น จากกว้าง 1 : สูง 2.5 เป็น 1 : 3 เมื่อขยายแบบ [S18] ใช้กับโมเดล: ถ้าโมเดลเล็กและคนมองจากด้านบน ไม่ต้องเผื่อมาก แต่ถ้ามองจากระดับต่ำ ให้ยืดยอดขึ้น

ภาพ: Radosław Botev · CC BY 3.0 pl · Wikimedia Commons

ภาพ: LBM1948 · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
3. ไตรภูมิและเขาพระสุเมรุ — ทำไมทุกอย่างซ้อนชั้นและชี้ขึ้น
- ไตรภูมิ แบ่งจักรวาลเป็น 3 ภูมิ ได้แก่ กามภูมิ (11 ชั้น มีนรกและสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อยู่ในนี้) รูปภูมิ (16 ชั้น) และอรูปภูมิ (4 ชั้น) [S8]
- เขาพระสุเมรุ เป็นแกนกลางของจักรวาล ล้อมด้วย เขาสัตตบริภัณฑ์ 7 ชั้น เหมือนวงแหวน [S8, S20] มีป่าหิมพานต์ และสัตว์อย่างนาค ครุฑ กินรี
- ในสถาปัตยกรรม:
- หอสูงหรือยอดแทนแกนเขาพระสุเมรุ
- ฐานและลานซ้อนชั้นแทนเขาและทะเลที่ล้อมรอบ
- ผังวัดอรุณจำลองจากจักรวาลตามไตรภูมิ [S20] ปรางค์ประธานคือเขาพระสุเมรุ [S12] บนยอดมีมงกุฎ ย้ำคติพระอินทร์ผู้ครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์บนยอดเขาพระสุเมรุ [S20]
- พระมณฑปวัดพระแก้วสร้างตาม "คติเขาพระสุเมรุ" มียอด 7 ชั้นซ้อน [S10]
- ผลต่อรูปทรง: ชั้นซ้อนคือสวรรค์หลายชั้น ยิ่งสูงยิ่งเล็กยิ่งละเอียด ส่วนผู้แบก (ยักษ์ กระบี่ มาร) อยู่ชั้นล่าง เพราะเป็นภูมิของสัตว์ที่ต่ำกว่า (ดู 14)

ภาพ: This Photo was taken by Supanut Arunoprayote. Feel free to use any of my images, · CC BY 4.0 · Wikimedia Commons
4. ฐานานุศักดิ์ — รูปทรงบอกสถานะ
- สังคมไทยโบราณใช้ระบบศักดินา อาคารจึงแสดงฐานันดรของผู้อยู่หรือเจ้าของ ช่างถือกฎอย่างเคร่งครัด ไม่ทำเรือนสามัญชนให้เหมือนวัดหรือวัง [S17]
- อาคารทรงไทยชั้นสูง (มีเครื่องลำยอง ปิดทองประดับกระจก) ใช้ได้เฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์และศาสนา มาจากคติเทวราชา/สมมุติเทพ พระมหากษัตริย์ทรงอนุญาตให้วัดใช้อาคารทรงจั่วชั้นสูงและทรงเครื่องยอดได้ [S17]
- ลำดับฐานานุศักดิ์ของปั้นลม: เรือนเครื่องผูก → เรือนเครื่องสับ → เรือนชั้นสูง (ดู 06)
- ลำดับฐานานุศักดิ์ของเครื่องยอด [S18]
- บุษบก = ซุ้มยอด (เล็ก)
- มณฑป = เรือนยอด
- ปราสาท = เรือนยอดที่มีมุข
- มหาปราสาท อยู่สูงสุด
- จำนวนชั้นเชิงกลอนตามแบบแผนช่างหลวง: บุษบก 5 · มณฑป 7 · ปราสาท 5 · มหาปราสาท 7
- ลวดลายวิจิตรใช้กับศาสนาและวังเท่านั้น อาคารสามัญในอดีตเรียบ เพราะ "อาจถูกมองว่าเป็นการเทียบชั้น" [S16]
5. ธรรมชาติ ศรัทธา และการคลี่คลาย
- ลายไทยเริ่มจากการดูธรรมชาติ เช่น เถาวัลย์ ดอกบัว เปลวไฟ กาบไผ่ และกาบกล้วย กับเครื่องบูชา เช่น ดอกบัว พวงมาลัย ควันธูป และเปลวเทียน จากนั้น ดัดแปลงตามคติ ไม่ได้เลียนธรรมชาติตรงๆ แบบศิลปะตะวันตก [S15]
- ต้นแบบมาจากลายอินเดียสมัยคุปตะและหลังคุปตะ ช่างไทยปรับจนเป็นเอกลักษณ์ [S15, S16]
- ลักษณะของงานที่ดี: เส้นอ่อนช้อยลื่นไหล ไม่หักกระด้าง ช่องไฟสม่ำเสมอ จังหวะซ้ำแต่ไม่จำเจ และสมดุล (ดู 13)
6. ภูมิอากาศ
- หลังคาสูงชันให้น้ำไหลเร็ว ชายคายื่นยาวกันฝนสาดและแดด ส่วนเรือนยกใต้ถุนสูงให้ลมผ่าน [S9 เรือนไทยภาคกลาง]
- ฐานหย่อนท้องช้าง (ตกท้องช้าง/ท้องสำเภา): เริ่มจากไม้ที่แอ่นกลางเมื่อรับน้ำหนัก "ครั้นเห็นกันว่างาม คงแปลงมาใช้กับงานก่ออิฐ" [S19] ความโค้งแอ่นในงานไทยจึงมีที่มาจากธรรมชาติของวัสดุ ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อความสวยอย่างเดียว
7. ช่างสิบหมู่ และสีเบญจรงค์
- ช่างสิบหมู่: ช่างเขียน ช่างแกะ ช่างสลัก ช่างกลึง ช่างหล่อ ช่างปั้น ช่างหุ่น ช่างรัก (ลงรักปิดทอง) ช่างบุ และช่างปูน
- ทุกแขนงตั้งต้นจากงานเขียน: "ผลงานศิลปกรรมไทยทุกแขนงมีพื้นฐานมาจากลักษณะงานจิตรกรรมหรืองานเขียนทั้งสิ้น" [S16] ร่างลายและทรงบนแผ่นเรียบก่อนเสมอ
- สีเบญจรงค์ (5 สีหลักของช่าง): เหลือง คราม แดงชาด ขาว ดำ
- ช่างเรียกสีว่า "รงค์" หรือ "กระยารงค์" และเรียกกาวที่ผสมว่า "น้ำยา"
- จิตรกรรมอยุธยาตอนต้นใช้เพียง 4 สี คือ แดง เหลือง ขาว ดำ
- สีอื่นเพิ่มเข้ามาจากจีนในสมัยอยุธยาตอนปลาย [S14]